Data Modeling for Marketing ออกแบบฐานข้อมูลให้ฉลาด เพื่อการตลาดที่เหนือกว่า : [MarTech Basic ep.32]

martech-basic 30 Nov 2025

Author : superadmin

ในโลกของการตลาดดิจิทัล เรามีข้อมูลลูกค้ามากมายมหาศาล ทั้งข้อมูลการคลิก, การซื้อ, การแชท, การเปิดอีเมล, หรือการใช้งานแอปฯ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่า “มีข้อมูลมากพอหรือไม่” แต่อยู่ที่ว่า “ข้อมูลเหล่านั้นถูกจัดเก็บและเชื่อมโยงกันอย่างมีระบบหรือเปล่า?”

💡 ทำไมมีข้อมูลเยอะ แต่ใช้จริงไม่ได้ ?

เปรียบเทียบง่ายๆ ลองนึกภาพห้องสมุดที่มีหนังสือกองรวมกันอยู่บนพื้น แม้จะมีหนังสือล้ำค่ามากมาย แต่ก็ไม่มีใครหามันเจอเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ได้ ในทำนองเดียวกัน หากข้อมูลลูกค้าถูกเก็บแบบกระจัดกระจาย หรือไม่มีการกำหนดโครงสร้างที่ชัดเจน (Schema) มันก็จะไร้ค่าทันทีเมื่อต้องการนำไปวิเคราะห์ หรือสร้างแคมเปญการตลาดแบบอัตโนมัติ (Automation) ที่ซับซ้อน

นี่คือเหตุผลที่ Data Modeling (การออกแบบโครงสร้างข้อมูล) กลายเป็นรากฐานสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามสำหรับนักการตลาดในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการทำงานกับ Customer Data Platform (CDP) มันคือการออกแบบพิมพ์เขียวให้ข้อมูลพูดคุยกันได้ เพื่อตอบโจทย์การตลาดที่แม่นยำและว่องไว

🎯 Data Modeling คืออะไร และทำไมต้องทำเพื่อการตลาด?

Data Modeling คือ กระบวนการวาดแผนผังหรือพิมพ์เขียวเพื่อกำหนดว่า ข้อมูลประเภทไหนจะถูกจัดเก็บอย่างไร และ ข้อมูลเหล่านั้นมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันอย่างไร ภายในฐานข้อมูลหรือ CDP

จากนั้นก็กำหนดเป้าหมายหลักของการทำ Data Modeling 2 ข้อใหญ่ คือ …

  1. ✅ ตอบโจทย์การวิเคราะห์ (Analytics):
    ช่วยให้นักวิเคราะห์สามารถดึงข้อมูลที่เชื่อมโยงกันมาคำนวณหาตัวชี้วัดสำคัญ ๆ ได้ง่าย เช่น “ลูกค้าที่ซื้อสินค้า X มีพฤติกรรมการเปิดอีเมลอย่างไรก่อนตัดสินใจซื้อ?”
  2. 🚀 ตอบโจทย์การดำเนินการ (Campaign Automation):
    ช่วยให้ระบบการตลาดอัตโนมัติ (Marketing Automation) สามารถสร้างเงื่อนไขที่ซับซ้อนได้ทันที
    เช่น “ส่งคูปองส่วนลด 10% ให้ลูกค้าที่เคยดูสินค้า A แต่ยังไม่เคยซื้อ และ เป็นสมาชิกมานานกว่า 6 เดือน และ อยู่ในกรุงเทพฯ”

💡 แกนหลักของ Data Modeling: 3 องค์ประกอบสำคัญ

ทุกโมเดลข้อมูลการตลาดที่ดีต้องประกอบด้วยข้อมูล 3 ส่วนหลัก และความสัมพันธ์ระหว่างกัน:

  • 1. 👤 ข้อมูลลูกค้า (Customer/Identity Data): ข้อมูลส่วนตัว, ข้อมูลติดต่อ, ID ลูกค้า, สถานะสมาชิก (Static Data)
  • 2. 🛒 ข้อมูลธุรกรรม (Transactional Data): รายละเอียดการซื้อ, ใบเสร็จ, มูลค่าการสั่งซื้อ, สถานะการชำระเงิน (Specific Event Data)
  • 3. 🏃 ข้อมูลพฤติกรรม (Behavioral Data): การคลิก, การเข้าชมเว็บไซต์, การดูวิดีโอ, การเปิด/ปิดอีเมล (Interaction Event Data)

⚙️ ส่วนประกอบของโมเดลข้อมูล: Schema และ Relationship ในการออกแบบ Data Model เราจะใช้เครื่องมือหลัก 2 อย่างคือ Schema และ Data Relationships

1. 📝 การออกแบบ Schema (โครงสร้างข้อมูล)

Schema (สกีมา) คือการกำหนดว่าตารางข้อมูลแต่ละตารางควรมี “คอลัมน์” หรือ “ช่องข้อมูล” อะไรบ้าง และแต่ละช่องนั้นเป็นข้อมูลประเภทไหน

⭐️ ตัวอย่างการออกแบบ Schema สำหรับตารางลูกค้า (Customer Table):

คอลัมน์ (Field)ประเภทข้อมูล (Data Type)เหตุผลทางการตลาด (Marketing Use)
customer_idText/String (Primary Key)🔗 ใช้เชื่อมโยงกับตารางอื่น ๆ ทั้งหมด (หัวใจหลัก)
first_nameText/String📧 ใช้ในการปรับอีเมลส่วนบุคคล (Merge Tag)
lifetime_value_segmentText/String📊 ใช้แบ่งกลุ่มลูกค้า VIP (High-Value Targeting)
last_purchase_dateDate/Timestamp📅 ใช้ในการกำหนดแคมเปญลูกค้าที่ไม่ใช้งาน (Win-back Campaign)
opt_in_emailBoolean (True/False)🛑 ใช้ในการตรวจสอบสิทธิ์การส่งอีเมล (PDPA Compliance)

2. 🔗 การกำหนดความสัมพันธ์ของข้อมูล (Data Relationships)

การตลาดมักใช้โมเดลข้อมูลแบบ Star Schema หรือ Snowflake Schema ซึ่งมีความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูล 3 ประเภทหลัก:

  • Primary Table (ตารางหลัก): คือตารางลูกค้า (Customer Table) ที่มี customer_id เป็นกุญแจหลัก
  • Fact Tables (ตารางเหตุการณ์): คือตารางที่บันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง (เช่น การซื้อ, การคลิก) โดยจะมีคีย์รอง (Foreign Key) ที่เชื่อมโยงกลับไปหาตารางลูกค้าเสมอ
    • ตัวอย่าง: ตารางธุรกรรม (Transaction), ตารางการเปิดอีเมล (Email Open Event)

🧠 ประเภทของความสัมพันธ์ที่ใช้บ่อย :

ความสัมพันธ์คำอธิบายตัวอย่างการใช้งานทางการตลาด
1:1 (หนึ่งต่อหนึ่ง)ลูกค้า 1 คน มีข้อมูลนั้นได้เพียง 1 ชุดเท่านั้น👤 ลูกค้า 1 คน มีโปรไฟล์ SCV ได้เพียง 1 โปรไฟล์
1:Many (หนึ่งต่อมาก)ลูกค้า 1 คน สามารถมีข้อมูลนั้นได้หลายชุด🛒 ลูกค้า 1 คน สามารถมีคำสั่งซื้อได้หลายรายการ
Many:Many (มากต่อมาก)ข้อมูลทั้งสองเชื่อมโยงกันได้หลายชุด📌 ลูกค้าหลายคนสามารถเข้าร่วมแคมเปญหลายแคมเปญได้

🚀 Data Modeling เพื่อ Campaign Automation ที่ล้ำหน้า

การออกแบบโครงสร้างข้อมูลที่ดีจะช่วยให้เราสร้างเงื่อนไขของแคมเปญอัตโนมัติที่ซับซ้อนได้อย่างง่ายดาย โดยไม่จำเป็นต้องเขียนโค้ดซ้ำ ๆ

1. ⏰ การสร้าง Trigger ที่แม่นยำ (Precision Triggering)

เมื่อ Schema ถูกออกแบบให้มีตารางเหตุการณ์ (Fact Tables) ที่ชัดเจน ระบบ Automation จะสามารถตรวจสอบเงื่อนไขได้ทันทีเมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้น:

  • ตัวอย่างที่ 1 (Abandoned Cart): โมเดลข้อมูลมีการบันทึกเหตุการณ์ add_to_cart_event และ purchase_event การ Automation จะทำงานก็ต่อเมื่อมี add_to_cart_event แต่ไม่มี purchase_event ภายใน 1 ชั่วโมง โดยการใช้ customer_id เป็นตัวเชื่อม
  • ตัวอย่างที่ 2 (Lifecycle Stage Change): เมื่อค่าในคอลัมน์ last_purchase_date (ใน Customer Table) ถูกอัปเดตเกิน 90 วัน ระบบจะย้ายลูกค้าไปกลุ่ม Churn Risk ทันที และสั่งให้ส่งชุดอีเมล Win-back Campaign

2. 🤝 การทำ Lead Scoring ที่เป็นประโยชน์

การกำหนด Score ให้ลูกค้าตามความสนใจต้องใช้ข้อมูลจากหลายตาราง การออกแบบที่เชื่อมโยงกันทำให้การคำนวณง่ายขึ้น:

  • สูตร Scoring แบบง่าย: (จำนวนการเข้าชมหน้า Pricing ใน 7 วัน x 5 คะแนน) + (จำนวนการคลิกลิงก์ในอีเมล x 2 คะแนน) + (การดาวน์โหลดเอกสาร X x 10 คะแนน)
  • ผลลัพธ์: หากลูกค้ามีคะแนนเกิน 50 คะแนน ระบบจะสั่งให้ทีมขายติดต่อ หรือส่งข้อเสนอพิเศษผ่าน LINE OA (Activation) ทันที ซึ่งนี่คือการเปลี่ยนข้อมูลดิบให้เป็น “โอกาสทางธุรกิจ”

3. 💾 การจัดการข้อมูลที่พร้อมใช้งาน (Actionable Data)

CDP จะใช้ Data Model นี้ในการสร้าง Attributes หรือ Properties ใหม่ ๆ ที่พร้อมใช้งานทันทีโดยไม่ต้องคำนวณซ้ำ:

  • Attribute ที่สร้างใหม่ :
    • “Recency Score”: (ความถี่ในการซื้อล่าสุด)
    • “Preferred Channel”: (ช่องทางที่ลูกค้ามีการตอบสนองสูงที่สุด เช่น Email, LINE)
    • “Top Category Interest”: (หมวดหมู่สินค้าที่ลูกค้าดูบ่อยที่สุดใน 30 วันล่าสุด)
  • ประโยชน์: ทีมการตลาดสามารถใช้ Attribute เหล่านี้ในการสร้างแคมเปญได้โดยตรง เช่น “ส่งแคมเปญนี้ผ่าน Preferred Channel ของลูกค้าเท่านั้น” ซึ่งช่วยประหยัดงบประมาณและเพิ่มประสิทธิภาพ

🛑 ความท้าทายในการออกแบบ Data Model สำหรับนักการตลาด

การออกแบบโมเดลข้อมูลมักมีอุปสรรคที่นักการตลาดต้องตระหนักถึง:

  • 1. 🧩 Data Standardization (การกำหนดมาตรฐานข้อมูล): ข้อมูลที่มาจากหลายระบบมักมีรูปแบบที่แตกต่างกัน (เช่น ชื่อจังหวัดเขียนไม่เหมือนกัน) องค์กรต้องลงทุนในการทำ Data Cleaning และกำหนดมาตรฐานให้ข้อมูลทั้งหมดมีรูปแบบเดียวกันก่อนเข้า CDP
  • 2. 🔄 Dealing with Change (การรองรับการเปลี่ยนแปลง): ธุรกิจมีการเพิ่มช่องทางใหม่ ๆ (เช่น TikTok, Threads) อยู่เสมอ Data Model ที่ดีต้องมีความยืดหยุ่น (Flexible) พอที่จะรองรับการเพิ่มตารางเหตุการณ์ใหม่ ๆ ได้ในอนาคต โดยไม่จำเป็นต้องรื้อโครงสร้างทั้งหมด
  • 3. 🤝 Collaboration (การทำงานร่วมกัน): การออกแบบ Data Model เป็นงานที่ต้องทำร่วมกันระหว่าง นักการตลาด (ผู้กำหนด Use Case) และ ทีม IT/Data Engineer (ผู้สร้างระบบและโครงสร้าง) การสื่อสารและกำหนดความต้องการตั้งแต่ต้นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

🏁 สรุป: Data Modeling คือการลงทุนระยะยาวของนักการตลาด

Data Modeling คือการสร้างพิมพ์เขียวที่กำหนดชะตาชีวิตของแคมเปญการตลาดทั้งหมด มันคือการเปลี่ยนข้อมูลที่กระจัดกระจายให้เป็นสินทรัพย์ที่มีโครงสร้างและสามารถใช้งานได้อย่างแท้จริง (Actionable)

สำหรับธุรกิจในยุคที่ต้องการความว่องไวแบบ Agile Marketing และความแม่นยำแบบ Personalization การลงทุนในการออกแบบ Schema และความสัมพันธ์ของข้อมูลอย่างรอบคอบในฐานข้อมูลหรือ CDP จะช่วยให้:

  • 🚀 ความเร็วเพิ่มขึ้น: ลดเวลาในการเตรียมข้อมูลสำหรับการวิเคราะห์จากสัปดาห์เป็นนาที
  • 💰 ROI สูงขึ้น: แคมเปญ Automation ทำงานได้แม่นยำและถูกจังหวะเวลามากขึ้น
  • 🤝 ความเข้าใจลูกค้าลึกซึ้งขึ้น: เห็นภาพรวมของลูกค้าเดียว (SCV) ที่ครบถ้วนสมบูรณ์

การออกแบบ Data Model ที่ดีจึงไม่ใช่แค่เรื่องของเทคนิค แต่เป็น กลยุทธ์สำคัญ ที่แยกความแตกต่างระหว่างแบรนด์ที่สามารถขับเคลื่อนด้วยข้อมูลได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ กับแบรนด์ที่ยังคงติดอยู่ในกองข้อมูลที่ไม่มีใครใช้งานได้จริง

. : รู้จัก PAM Realtime CDP ซอฟต์แวร์การตลาดอัตโนมัติและ CDP ไทย ที่ PAMs.ai : .

Share :

Start using PAM today

Reach every customer steps, make every action count.

Related Blogs

martech-basic

วิวัฒนาการของซอฟต์แวร์ CDP : จากยุคเริ่มแรกถึงปัจจุบัน : [ MarTech Basic EP.46 ]

ในโลก MarTech ที่เต็มไปด้วยเครื่องมือมากมาย หนึ่งในจุดเปลี่ยนที่สำคัญ คือการมี Customer Data Platform (CDP) ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ที่ออกแบบมาเพื่อรวบรวมข้อมูลลูกค้าจากหลายแหล่ง และนำไปใช้ในการตลาดอย่างเป็นระบบ คำว่า Customer Data Platform ถูกตั้งขึ้นครั้งแรกโดย David Raab ในปี 2013...

martech-basic

ย้อนประวัติซอฟต์แวร์การตลาด – จากบันทึกข้อมูล สู่ระบบอัจฉริยะ : [ MarTech Basic EP.45 ]

หากมองเผินๆ ซอฟต์แวร์การตลาดอาจดูเหมือนเป็นเพียงเครื่องมือทางเทคนิค แต่ในความเป็นจริง ซอฟต์แวร์เหล่านี้สะท้อน “วิวัฒนาการของความคิดด้านการตลาด” ในแต่ละยุคสมัยอย่างชัดเจน จากยุคที่นักการตลาดต้องพึ่งพาความจำและประสบการณ์ สู่ยุคที่ข้อมูลจำนวนมหาศาลไหลเข้ามาจากทุกช่องทาง และกำลังเคลื่อนตัวไปสู่ยุคที่ AI เริ่มมีบทบาทในการเลือก “คำตอบ” ให้ลูกค้าแทนมนุษย์ ประวัติของซอฟต์แวร์การตลาดจึงไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่คือประวัติของความพยายามในการ ลดช่องว่างระหว่างแบรนด์กับความเข้าใจลูกค้า ยุคก่อนซอฟต์แวร์การตลาด: การตลาดในฐานะงานฝีมือของมนุษย์ (ก่อนปี 1980)...

martech-basic

เมื่อลูกค้าเลือกซื้อโดยถาม AI – แล้วแบรนด์ควรทำอย่างไรให้ถูกเลือก ? : [ MarTech Basic EP.44 ]

   เมื่อผู้บริโภคเริ่มถามคำถามกับ AI โดยตรง การแข่งขันของแบรนด์ไม่ได้เริ่มที่หน้าแรกของ Google อีกต่อไป แต่เริ่มที่ “ชั้นการคัดกรองของ AI” ซึ่งทำหน้าที่เลือกคำตอบให้มนุษย์ก่อนเสมอ    คำถามสำคัญในยุคนี้จึงไม่ใช่เพียงว่าแบรนด์มีคอนเทนต์หรือไม่ แต่คือแบรนด์ ถูกมองว่าเป็นคำตอบที่เหมาะสมหรือไม่ ในสายตาของ AI และความเหมาะสมนี้ไม่ได้วัดจากชื่อเสียงเพียงอย่างเดียว แต่วัดจากความชัด ความสม่ำเสมอ...

martech-basic

Answer Marketing คืออะไร ? ต่างอย่างไรกับ Content Marketing ? : [ MarTech Basic EP.43 ]

เมื่อการตลาดไม่ได้แข่งกันที่ “ใครพูดมากกว่า” แต่แข่งกันที่ “ใครตอบได้ตรงกว่า” … ตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา Content Marketing คือหัวใจของการตลาดดิจิทัล แบรนด์จำนวนมากลงทุนสร้างบทความ วิดีโอ อินโฟกราฟิก และโพสต์โซเชียลอย่างต่อเนื่อง ด้วยความเชื่อว่า “ถ้าให้ความรู้มากพอ เดี๋ยวลูกค้าจะเชื่อใจและซื้อเอง” แต่เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุค AI Search, ChatGPT,...